เด็กได้ฝึกอะไรจากการสร้างเว็บไซต์

ถ้าพูดถึงเนื้อหาภายในเว็บ พวกเขาต้องหัดเขียนเอง (อย่าส่งเสริมให้คัดลอกมาแปะ) ทำให้ต้องสะกดคำและใช้ไวยกรณ์ให้ถูก พยายามเขียนเป็นสำนวนของตัวเอง เขียนโดยมีกลุ่มเป้าหมายในใจ มีสมาธิกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สนใจและกำลังเขียนอยู่ ฝึกลำดับของเนื้อหา จัดองค์ประกอบของหน้าเว็บเพจ และตั้งชื่อเรื่องให้ดึงดูดผู้อ่าน นอกจากเขียน ก็จะได้ฝึกการอ่านควบคู่กันไปด้วย อ่านความคิดตัวเอง อ่านที่ตัวเองเขียน หัดเรียบเรียงใหม่ และแก้ไขคำที่เขียนผิด นอกจากนั้นก่อนการเขียน อาจค้นคว้าหาข้อมูล อ่านคู่มือ ลงมือปฏิบัติ เพื่อนำมาเขียน แสดงความคิดเห็น หรือให้คำแนะนำ จากการได้ทดลองทำจริง หรือจากข้อมูลเชิงลึกที่ค้นคว้ามา การทำเว็บไซต์ต้องอาศัยการออกแบบ และเขียนโปรแกรม ทำให้เกิดทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ ฝึกเขียนโปรแกรมภาษาต่างๆ สำหรับเว็บไซต์ เช่น HTML, CSS, PHP, Javascript และเมื่อมีพื้นฐานในการสร้างเว็บแล้ว อาจเริ่มทำธุรกิจบนเว็บไซต์ หัดใช้ฐานข้อมูล (Database) จัดการสินค้า ฝึกทำความเข้าใจกลไกทางธุรกิจว่าทำกำไรได้อย่างไร ดูเหมือนว่าการทำเว็บไซต์ จะยากหรือมากเกินไปสำหรับเด็กๆหรือเปล่า อันที่จริงขึ้นอยู่กับการกำหนดขอบเขตและเป้าหมายในแต่ละขั้น แต่ละช่วงเวลา ควรเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจขายของบนเว็บ ทำแบบสนุกๆ หาประสบการณ์ไปก่อน การฝึกสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่เด็กย่อมได้เปรียบ ทำให้ขยายขีดความสามารถได้อีกมาก เมื่อมีทักษะพร้อม ทั้งการใช้คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต สื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อสังคม ซึ่งใช้กันมากในการทำตลาดบนเว็บไซต์ การทำเว็บไซต์ มิได้ใช่เวลาอันสั้น และย่อมมีอุปสรรคเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ทำให้เด็กได้หัดแก้ปัญหา ฝึกความอดทน …

Advertisements

สอนเด็กให้สร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

ถ้าพ่อแม่ท่านใด เห็นลูกๆ ของท่านมีเวลาว่างมาก หรือกำลังมองหางานอดิเรกทำอยู่ ลองมาฝึกให้พวกเขาเขียนเว็บ ทำเว็บไซต์เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี เกม เขียนไดอารี หรือจะลองขายของ ทำธรุกิจบนเว็บ การทำเว็บไซต์ ผลักดันพวกเขาให้ใฝ่รู้ ค้นคว้า รวบรวมข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลเป็นระบบ ทำให้พวกเขาเข้าใจในสิ่งที่สนใจมากขึ้น จากนั้นนำเสนอสู่สาธารณะผ่านเว็บไซต์ของตัวเอง กระบวนการเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะการเรียนรู้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีแรงจูงใจส่วนตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับการสนับสนุนจากพ่อแม่ จะทำให้พวกเขา เป็นผู้สร้างเว็บไซต์ที่ดีได้ ยึดเป็นงานอดิเรกได้ และอาจเป็นอาชีพหลักได้เลยในอนาคต

การศึกษา(ไทย) จะไปทิศทางไหน

ระบบการศึกษาจะไปทิศทางไหน ลองมาดูแนวคิดของ Sir Ken Robinson นำเสนออย่างสร้างสรรค์ เกี่ยวกับระบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21 นี้

AMERICA’S GOT TALENT

But Not Enough Is Going Into CS เกิดอะไรขึ้นในอเมริกา เมื่อนักศึกษาปีหนึ่งในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (computer science) ลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในทศวรรษที่ผ่านมา อีกไม่กี่ปีข้างหน้า อเมริกาจะต้องการแรงงานด้านคอมพิวเตอร์เพิ่มอย่างมากมายในหลายๆ อุตสาหกรรม แต่มหาวิทยาลัยผลิตนักศึกษาได้เพียงหนึ่งในสามเท่านั้น จากการวิจัยพบว่า สาเหตุสำคัญคือ โรงเรียนมัธยมในอเมริกา ไม่สามารถพัฒนาความรู้และทักษะพื้นฐานได้เพียงพอสำหรับการศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ในระดับมหาวิทยาลัย วิชาคอมพิวเตอร์ในระดับมัธยม ถูกมองเป็นเพียงวิชาเสริม หรือโปรแกรมพิเศษ และสอนเพียงให้เขียนโปรแกรมได้ ไม่เน้นหลักการคิดเชิงคำนวณ (computational thinking) หรือคิดเป็นระบบ (system thinking) เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหา เพื่ออุดช่องโหว่นี้  จึงมีความเคลื่อนไหวในอเมริกา เพื่อปรับปรุงหลักสูตรวิชาคอมพิวเตอร์ในระดับมัธยม โดยมีชื่อเรียกว่า CS Principles หลักสูตรนี้จะมีการทดลองใช้ในปี 2011 และมุ่งหวังให้มีการใช้หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้อย่างแพร่หลายภายในปี 2015 อ่านต่อ ที่นี่ การเปลี่ยนแปลงที่อเมริกา ส่งแรงสะเทือนมาถึงเมืองไทยแล้วหรือยัง ?