Google Apps เพื่อการศึกษา

Google มีโปรแกรมออนไลน์มากมาย ที่ให้ใช้ฟรีสำหรับทุกคนที่เป็นสมาชิกของ Google (มีรหัสบัญชีผู้ใช้อีเมล์ของ Google) แต่สำหรับองค์กรอย่างโรงเรียนและสถานศึกษาแล้ว โปรแกรมออนไลน์จาก Google (Google Apps for Education) ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเรียนการสอนให้กับครูและนักเรียน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในโรงเรียนด้วย และที่สำคัญ ฟรี! ลองมาดูว่า Google Apps for Education ให้อะไรกับโรงเรียนและสถานศึกษาบ้าง สามารถปรับแต่งการใช้งาน Google Apps ให้เหมาะสมกับโรงเรียนได้ เช่น ใช้ชื่อโดเมนเป็นของโรงเรียนเอง รวมทั้งระบบอีเมล์ด้วย จัดการระบบอีเมล์ในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยพื้นที่เก็บอีเมล์ที่ให้มากกว่าความต้องการ การจัดการระบบอีเมล์ทำโดย Google 7 วัน 24 ชม. มีระบบจัดการสิ่งแปลกปลอมทั้งหลาย (ไวรัส มาลแวร์ สแปม) ที่อาจมาพร้อมกับอีเมล์ สร้างและแชร์ตารางปฏิทินระหว่างครูด้วยกัน ช่วยทั้งการสอนและการจัดการภายในโรงเรียน ปฏิทินสำหรับแต่ละวิชาของนักเรียนแต่ละคน (อาจแชร์ให้พ่อแม่ผู้ปกครองด้วยก็ได้) หรือปฏิทินของโรงเรียนที่แชร์ให้ทุกคนได้รับรู้ การทำงาน การใช้งานเอกสารต่างๆ (documents, presentations, spreadsheets) สามารถทำได้ร่วมกันระหว่างนักเรียน (งานกลุ่ม) หรือใช้งานระหว่างครู และผู้บริหารในโรงเรียน ทุกอย่างทำผ่านระบบออนไลน์ ดูแลเก็บรักษาโดย Google ทำระบบจัดส่งและรวบรวม แบบสำรวจ แบบทดสอบสำหรับนักเรียน และแบบรับฟังความคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่ายภายในโรงเรียน …

Advertisements

หลักการง่ายๆ ในการทำแอนิเมชันด้วย Scratch

หลักการในการทำแอนิเมชัน มีมากมายและซับซ้อนขึ้นทุกวัน เพราะความรู้ด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิกก้าวหน้าไปมาก ทำให้โปรแกรมทำแอนิเมชันมีความสามารถสูงขึ้น และผู้เรียนต้องใช้ความพยายามในการศึกษาแอนิเมชันมากขึ้นไปด้วย  ถ้าจะสอนการทำแอนิเมชันให้เด็กๆ คงต้องใช้หลักการแบบง่ายๆ และเครื่องมือที่ใช้ต้องง่ายด้วย เช่น Scratch เด็กๆ จะเข้าใจและสามารถทำเองได้ หลักการทำแอนิเมชันที่ว่านี้ ก็คือการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทั้งภาพและเสียงในแต่ละช่วงของเวลา ในคราวนี้มารู้จักบล็อกคำสั่งต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ในโปรเจก Scratch เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพที่เห็นในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำได้หลายลักษณะ เช่น การปรากฏหรือซ่อนตัว – ตัวละครในโปรเจก Scratch สามารถปรากฏบนเวทีหรือไม่ก็ได้ การปรากฏ (show) หรือซ่อนตัว (hide) ของตัวละคร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภาพแบบทันทีทันใด    การเปลี่ยนฉากหลัง – ภาพฉากหลัง (background) มีส่วนร่วมกับเรื่องราวในแอนิเมชั่นเป็นอย่างมาก ปกติก็จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อมีการเปลี่ยนฉาก ย่อมเรียกความสนใจจากผู้ชมได้เสมอ   การเปลี่ยนขนาด – การเปลี่ยนขนาด (size) ของตัวละคร ทำให้รู้สึกถึงการขยายหรือหดตัวของวัตถุ บางกรณียังทำให้เกิดมิติที่สามในด้านความลึก หรือความใกล้ไกลของตัวละครบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ถ้าตัวละครเคลื่อนที่ด้วย จะทำให้รู้สึกเหมือนว่าตัวละครกำลังเคลื่อนที่เข้าออกมาจากหน้าจอ    การเปลี่ยนตำแหน่ง – การกำหนด (set) ตำแหน่งในระบบพิกัด (x,y) ของตัวละคร สามารถกำหนดที่ตำแหน่งใดก็ได้ ภายในหรือภายนอกกรอบเวทีก็ได้ การเปลี่ยน (change) ตำแหน่ง …

สร้างเกมด้วยโปรแกรม Kodu

การสร้างเกมมีหลายขั้นตอน แต่พอแบ่งได้สองส่วน คือการออกแบบเกม และการกำหนดกลไกในการเล่นเกม การออกแบบเกม เป็นการออกแบบรูปลักษณ์สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏในโลกของเกม เช่น พื้นที่สำหรับเล่นเกม ตัวละคร วัตถุต่างๆ เสียงประกอบ เป็นต้น ซึ่งผู้เล่นจะเห็นและได้ยินขณะเล่นเกม เมื่อมีพร้อมทุกอย่างในโลกของเกมแล้ว ในการเล่นเกมต้องมีกลไกขับเคลื่อนเกม เช่น เป้าหมายในการเล่นเกม ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางในการเล่นเกม ยกตัวอย่างเช่น เกมผจญภัยมี 4 ด่าน เป้าหมายอาจเป็นเอาตัวรอดให้ได้ในแต่ละด่าน ครบทั้ง 4 ด่านด้วยเวลาที่กำหนดไว้ในแต่ละด่าน หรือต้องทำภาระกิจให้สำเร็จในแต่ละด่าน ครบทั้ง 4 ด่าน นอกจากเป้าหมายของเกมแล้ว เกมต้องมีกฎกติกา มีวิธีการให้คะแนน มีหลายๆ ด่าน (Game Levels) เพื่อเพิ่มความท้าทายให้ผู้เล่น และถ้าเกมยาวมากอาจใช้วิธีเล่าเรื่องประติดประต่อเรื่องราวในแต่ละฉาก เพื่อสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้ผู้เล่นติดตามเกมต่อ กลไกหลายๆ อย่างที่กล่าวมา เป็นภาพรวมของทั้งเกม แต่กลไกบางอย่างต้องระบุลงไปยัง สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในโลกของเกม โดยเฉพาะตัวละครหลักๆ ที่มีบทบาทมากในเกม และบางตัวที่เป็นเสมือนตัวแทนของผู้เล่น ที่ผู้เล่นสามารถควบคุมและโต้ตอบกับเกมได้  ตัวละครเหล่านี้ต้องมีกลไกในการเล่น สามารถโต้ตอบกันเองได้ หรือโต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมในเกมได้ วิธีใส่กลไกก็ทำได้ด้วยการเขียนโปรแกรมให้ตัวละครนั้นเอง การเขียนโปรแกรมใน Kodu เป็นการสร้างพฤติกรรมให้ตัวละคร ตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเกม …

Flipped Classroom พลิกห้องเรียนสอน!

การเรียนแบบ Flipped Classroom เป็นอย่างไร ลองมาดูภาพประกอบ Infographic เปรียบเทียบระหว่างแบบที่ใช้กันมาดั้งเดิม (Traditional Classroom) กับรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลในปัจจุบันมาช่วย (Flipped Classroom) ดู Infographic อีกตัวอย่างหนึ่ง มีที่มาที่ไปของการเรียนแบบ Flipped Classroom ด้วย นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นว่า ผลของการนำไปใช้ ทำให้การเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด